Back ground image of HeroRealtor logo phone_in_talk 065 083 2211 Line application logo HeroRealtor @ Line
ลิงก์ไปยัง en เวอร์ชันของหน้านี้ ธงภาษาสำหรับ th ท้องถิ่น ลิงก์ไปยัง zh เวอร์ชันของหน้านี้
HOME ข่าวสารและคำแนะนำ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ คู่มือเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย: การเช่าพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ

คู่มือเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย: การเช่าพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ

การเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุนต่างชาติ ทีมระดับภูมิภาค และบริษัทที่ต้องการฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรุงเทพมักเป็นจุดเริ่มต้นหลัก เพราะมีหน่วยงานราชการ ธนาคาร สำนักงานกฎหมายและบัญชี ระบบขนส่ง บุคลากรนานาชาติ coworking space และอาคารสำนักงานให้เลือกหลากหลาย

 

การเช่าออฟฟิศในกรุงเทพไม่ใช่แค่การเลือกที่อยู่สวยหรือทำเลดีเท่านั้น ออฟฟิศสามารถส่งผลต่อการจดทะเบียนบริษัท การสรรหาพนักงาน ความน่าเชื่อถือกับลูกค้า การเดินทางประจำวัน ต้นทุนดำเนินงาน การวางแผนวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน ห้องประชุม คุณภาพอินเทอร์เน็ต และการขยายทีมในอนาคต

 

คู่มือนี้อธิบายขั้นตอนสำคัญในการเริ่มธุรกิจในไทย และสิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนเช่าพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพ

สรุปเร็ว: เริ่มธุรกิจและเช่าออฟฟิศในกรุงเทพ

  • โครงสร้างที่พบบ่อย: บริษัทจำกัดเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ผู้ประกอบการไทยและนักลงทุนต่างชาติใช้บ่อยที่สุด
  • หน่วยงานหลัก: การจดทะเบียนบริษัทดำเนินการผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD ภายใต้กระทรวงพาณิชย์
  • กฎธุรกิจต่างชาติ: ธุรกิจที่มีต่างชาติถือหุ้นหรือควบคุมอาจต้องตรวจ Foreign Business Act, BOI promotion, Foreign Business Licence หรือ Foreign Business Certificate ก่อนเริ่มดำเนินงาน
  • ภาษี: ธุรกิจที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติในไทยและมีรายรับต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท โดยทั่วไปต้องจดทะเบียน VAT
  • การเลือกออฟฟิศ: ควรเปรียบเทียบออฟฟิศ Grade A ใน CBD, ออฟฟิศระดับกลาง, serviced office, coworking space, virtual office และออฟฟิศชานเมืองตามระยะธุรกิจ
  • สัญญาเช่า: สัญญาเช่าออฟฟิศระยะยาวควรตรวจอย่างรอบคอบ สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปีโดยทั่วไปต้องจดทะเบียนจึงจะบังคับได้เกินสามปี

ขั้นตอนที่ 1: เลือกโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสม

ก่อนเช่าออฟฟิศ ควรตัดสินใจก่อนว่าธุรกิจจะดำเนินการในไทยในรูปแบบใด ตามข้อมูลการตั้งธุรกิจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI นักลงทุนต่างชาติมักใช้โครงสร้าง เช่น บริษัทจำกัด สำนักงานสาขา สำนักงานผู้แทน หรือสำนักงานภูมิภาค ขึ้นอยู่กับกิจกรรมและโครงสร้างการถือหุ้น

 

บริษัทจำกัดในไทยมักเหมาะกับธุรกิจที่ต้องมีนิติบุคคลในประเทศ พนักงาน สัญญา ใบแจ้งหนี้ และที่อยู่สำนักงาน ส่วนสาขาและสำนักงานผู้แทนอาจเหมาะกับบริษัทต่างชาติบางประเภท แต่มีข้อจำกัดและเงื่อนไขอนุมัติเฉพาะ

 

หากบริษัทมีต่างชาติถือหุ้นหรือควบคุม ไม่ควรสรุปว่าสามารถทำกิจกรรมทางธุรกิจได้ทุกประเภทโดยอิสระ คำแนะนำของ BOI ระบุว่า บริษัทที่เข้าข่ายเป็นคนต่างด้าวตาม Foreign Business Act อาจต้องได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ขอ Foreign Business Licence หรือ Foreign Business Certificate ก่อนเริ่มกิจกรรมบางประเภท

ขั้นตอนที่ 2: จดทะเบียนบริษัทกับ DBD

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD เป็นหน่วยงานหลักสำหรับการจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย หน้า DBD online services มีช่องทางสำหรับจองชื่อนิติบุคคล e-registration และบริการเกี่ยวกับธุรกิจของคนต่างด้าว

 

สำหรับบริษัทจำกัด ขั้นตอนทั่วไปมักรวมถึงการจองชื่อบริษัท เตรียมเอกสารบริษัท ระบุผู้ถือหุ้นและกรรมการ กำหนดทุนจดทะเบียน ระบุวัตถุประสงค์ จดทะเบียนบริษัท และขอเอกสารนิติบุคคล ข้อกำหนดจริงอาจต่างกันตามกิจกรรมธุรกิจ สัญชาติผู้ถือหุ้น และใบอนุญาตเฉพาะที่ต้องใช้

 

ก่อนเซ็นสัญญาเช่าออฟฟิศ ควรยืนยันว่าที่อยู่นั้นใช้จดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนภาษี จดทะเบียน VAT และใช้เปิดบัญชีธนาคารได้หรือไม่ serviced office และ coworking บางแห่งมีแพ็กเกจ registered address แต่เจ้าของอาคารบางรายอาจจำกัดการจดทะเบียนบริษัทหรือการติดป้ายบริษัท

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจเงื่อนไขธุรกิจต่างชาติ BOI และใบอนุญาต

ธุรกิจบางประเภทดำเนินการได้หลังจดทะเบียนบริษัทตามปกติ แต่บางประเภทต้องขออนุญาตเพิ่มเติม เช่น การอนุญาตตามกฎหมายธุรกิจต่างชาติ การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใบอนุญาตเฉพาะอุตสาหกรรม ใบอนุญาตอาหารและยา ใบอนุญาตท่องเที่ยว การเงิน โรงงาน หรือใบอนุญาตเฉพาะสาขาอื่น ๆ

 

BOI FAQ อธิบายว่าบริษัทต่างชาติบางประเภทอาจต้องใช้ Foreign Business Licence ส่วนโครงการที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI อาจสามารถขอ Foreign Business Certificate ได้ ประเด็นนี้สำคัญเพราะสถานะทางกฎหมายของธุรกิจอาจส่งผลต่อทำเลออฟฟิศ การจ้างงาน การวางแผนวีซ่า และเอกสารที่ต้องยื่นต่อหน่วยงานรัฐ

 

ธุรกิจที่ต้องการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ควรตรวจสอบกิจกรรมที่เข้าเกณฑ์และช่วงเวลายื่นขอก่อนเช่าออฟฟิศระยะยาว บริษัทอาจต้องมีที่อยู่สำนักงานที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินงาน แต่ควรหลีกเลี่ยงการผูกสัญญาเช่าราคาแพงก่อนที่โมเดลธุรกิจ ใบอนุญาต และแผนพนักงานชัดเจน

ขั้นตอนที่ 4: วางแผนภาษี VAT และบัญชี

กรมสรรพากรระบุว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วไปคือ 20% ของกำไรสุทธิ อัตราสำหรับบริษัทขนาดเล็กหรือข้อยกเว้นบางอย่างอาจใช้ได้ในบางกรณี จึงควรขอคำแนะนำด้านบัญชีก่อนวางแผนภาษี

 

การวางแผน VAT ก็สำคัญเช่นกัน ข้อมูล VAT ของกรมสรรพากร ระบุว่า บุคคลหรือกิจการที่ขายสินค้าหรือให้บริการในไทยเป็นปกติและมีรายรับต่อปีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียน VAT ก่อนเริ่มดำเนินกิจการหรือภายใน 30 วันหลังรายรับถึงเกณฑ์

 

ออฟฟิศที่เลือกควรรองรับงานบัญชีและเอกสารทางธุรกิจ ตรวจสอบว่าใบแจ้งหนี้ จดหมายราชการ เอกสารภาษี หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย เอกสาร VAT และเอกสารบริษัทสามารถรับและเก็บไว้ที่ที่อยู่ดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 5: วางแผนวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน

ผู้ก่อตั้ง กรรมการ และพนักงานต่างชาติควรวางแผนวีซ่าและใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มทำงาน คำแนะนำของ BOI ระบุว่า โดยทั่วไปชาวต่างชาติที่ทำงานในไทยต้องมีใบอนุญาตทำงานก่อนเริ่มทำงาน ยกเว้นกรณีที่อยู่ภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนซึ่งมีกรอบเวลายื่นคำขอเฉพาะ

 

One Start One Stop Investment Center ให้บริการด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานสำหรับนักลงทุนและพนักงานต่างชาติที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายเฉพาะ เช่น กรณี BOI ส่วนบริษัทที่ไม่ได้รับ BOI ควรตรวจข้อกำหนดกับตรวจคนเข้าเมือง กรมการจัดหางาน และที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้อง

 

การเลือกออฟฟิศอาจส่งผลต่อการเตรียมเอกสารวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน หน่วยงานรัฐ ธนาคาร หรือผู้ให้บริการบางรายอาจขอเอกสารบริษัท สัญญาเช่าออฟฟิศ รูปถ่ายสถานที่ทำงาน ป้ายบริษัท แปลนออฟฟิศ หรือหลักฐานว่าธุรกิจมีสถานที่ดำเนินงานจริง

ขั้นตอนที่ 6: เลือกประเภทออฟฟิศในกรุงเทพให้เหมาะกับธุรกิจ

สัญญาเช่าออฟฟิศแบบดั้งเดิม

ออฟฟิศแบบเช่าตรงเหมาะกับบริษัทที่ต้องการสถานที่ทำงานระยะยาว มีรีเซปชันแบรนด์ตัวเอง ห้องส่วนตัว โต๊ะพนักงาน ห้องประชุม และควบคุมการตกแต่งได้มากกว่า โดยทั่วไปต้องใช้สัญญายาวกว่า เงินประกัน ค่าเช่าล่วงหน้า งบตกแต่ง และเวลาในการติดตั้งอินเทอร์เน็ต เฟอร์นิเจอร์ และระบบเข้าออก

Serviced Office

Serviced office เหมาะกับสตาร์ทอัพ สำนักงานผู้แทน ทีมขนาดเล็ก และบริษัทต่างชาติที่เข้ามาไทยครั้งแรก จุดเด่นคือย้ายเข้าได้เร็ว มีรีเซปชัน ห้องประชุม พื้นที่พร้อมเฟอร์นิเจอร์ และเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่า ค่าใช้จ่ายต่อที่นั่งอาจสูงกว่า แต่ลดภาระ setup ในช่วงเริ่มต้นได้ดี

Coworking Space

Coworking space เหมาะกับฟรีแลนซ์ ผู้ก่อตั้ง ทีมเล็ก ทีมโปรเจกต์ และบริษัทที่กำลังทดสอบตลาดกรุงเทพ ช่วยลดภาระสัญญาระยะยาวและสร้างโอกาส networking แต่ควรตรวจความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัยข้อมูล ห้องโทรศัพท์ การใช้ที่อยู่จดทะเบียน และจำนวนห้องประชุม

Virtual Office หรือ Registered Address

Virtual office หรือ registered address อาจช่วยธุรกิจระยะเริ่มต้นมาก ๆ ได้ แต่ไม่เหมาะกับทุกกิจกรรม ก่อนใช้บริการควรยืนยันว่าใช้ได้สำหรับการจดทะเบียนบริษัท VAT ธนาคาร ใบอนุญาต วีซ่า และใบอนุญาตทำงานหรือไม่ บางธุรกิจต้องใช้สำนักงานจริง หน้าร้าน โกดัง คลินิก ร้านอาหาร หรือสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาต

ทำเลเช่าออฟฟิศยอดนิยมในกรุงเทพ

Sukhumvit: ธุรกิจนานาชาติและไลฟ์สไตล์

Sukhumvit เป็นที่นิยมในกลุ่มบริษัทต่างชาติ สตาร์ทอัพ ธุรกิจบริการ บริษัทที่ปรึกษา ธุรกิจ wellness และบริษัทที่ต้องการเข้าถึง BTS ได้สะดวก Asok, Phrom Phong, Thong Lo, Ekkamai และ On Nut ให้ระดับราคาและบรรยากาศที่ต่างกัน

 

Asok เหมาะมากสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงทั้ง BTS และ MRT มีลูกค้าเข้าประชุม และต้องการความเป็นศูนย์กลาง ส่วน On Nut และ Phra Khanong อาจให้ความคุ้มค่ากว่าแต่ยังเชื่อมต่อด้วย BTS

Silom และ Sathorn: CBD ดั้งเดิมและภาพลักษณ์องค์กร

Silom และ Sathorn เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับธุรกิจการเงิน กฎหมาย ที่ปรึกษา สถานทูต สำนักงานภูมิภาค และบริษัทบริการองค์กร พื้นที่นี้มีอาคารสำนักงานที่เป็นที่รู้จัก BTS และ MRT โรงแรม ร้านอาหาร และภาพลักษณ์ธุรกิจที่แข็งแรง

 

ค่าเช่าในอาคาร Grade A ทำเลพรีเมียมอาจสูงกว่า แต่ที่อยู่ การเดินทาง และความสะดวกสำหรับลูกค้าอาจคุ้มค่าสำหรับธุรกิจที่ต้องการภาพลักษณ์มืออาชีพและการประชุมใจกลางเมือง

Rama 9 และ Ratchada: ย่านธุรกิจที่เติบโต

Rama 9 และ Ratchada เหมาะกับบริษัทที่ต้องการ MRT อาคารสำนักงานใหม่ ห้าง โรงแรม และค่าเช่าต่ำกว่าทำเล CBD ที่แพงที่สุด พื้นที่นี้เหมาะกับทีมเทคโนโลยี ธุรกิจบริการ back office และบริษัทที่ต้องเชื่อมต่อกรุงเทพตอนเหนือและตะวันออก

 

ทำเลนี้ยังเหมาะกับบริษัทที่พนักงานจำนวนมากอาศัยอยู่ Lat Phrao, Huai Khwang, Ratchada, Ramkhamhaeng, Bang Kapi หรือกรุงเทพฝั่งตะวันออก

Ploenchit, Chit Lom และ Wireless Road: ที่อยู่พรีเมียมระดับองค์กร

Ploenchit, Chit Lom และ Wireless Road เป็นทำเลสำนักงานพรีเมียม มีสถานทูต โรงแรมหรู อาคาร Grade A และรีเทลระดับสูง เหมาะกับบริษัทที่ต้องการที่อยู่ระดับสูงและเข้าถึงลูกค้าใจกลางกรุงเทพได้ดี

 

ข้อแลกเปลี่ยนหลักคือต้นทุน บริษัทควรเปรียบเทียบค่าเช่า service charge ที่จอดรถ fit-out contribution ช่วง rent-free และความยืดหยุ่นของสัญญาก่อนเลือกที่อยู่พรีเมียม

Ari, Phaya Thai และ Victory Monument: สร้างสรรค์และเดินทางสะดวก

Ari, Phaya Thai และ Victory Monument เหมาะกับทีมสร้างสรรค์ ธุรกิจการศึกษา ดิจิทัลเอเจนซี ธุรกิจสุขภาพ และบริษัทที่ต้องการ BTS แต่ไม่ต้องการจ่ายค่าเช่าระดับสุขุมวิทตอนล่างหรือสาทร

Phaya Thai มีประโยชน์สำหรับการเชื่อม Airport Rail Link ส่วน Ari ให้บรรยากาศชุมชนที่ผ่อนคลายกว่า พร้อมคาเฟ่และสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน

Bang Na, Srinakarin และ Lat Krabang: โลจิสติกส์ อุตสาหกรรม และสนามบิน

Bang Na, Srinakarin และ Lat Krabang เหมาะกับบริษัทที่ต้องการคลังสินค้า ความเชื่อมโยงอุตสาหกรรม สนามบิน โลจิสติกส์ หรือการเข้าถึง Eastern Economic Corridor ทางถนน ทำเลเหล่านี้อาจไม่ได้ให้ภาพลักษณ์ CBD เท่ากัน แต่ช่วยลดต้นทุนดำเนินงานและเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงลูกค้า ท่าเรือ โรงงาน และเส้นทางโลจิสติกส์

ภาพรวมตลาดออฟฟิศกรุงเทพ

ผู้เช่าออฟฟิศในกรุงเทพมีตัวเลือกหลากหลาย ตั้งแต่อาคาร Grade A อาคาร CBD รุ่นเก่า serviced office coworking space ไปจนถึงอาคารสำนักงานชานเมือง ข้อมูลต้นทุนธุรกิจของ BOI ระบุค่าเช่าออฟฟิศ Grade A ใน CBD กรุงเทพประมาณ 1,025 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ขณะที่รายงานตลาดเอกชนแสดงให้เห็นว่าค่าเช่าจริงแตกต่างกันมากตามเกรดอาคาร อายุอาคาร ทำเล คุณภาพอาคาร และแพ็กเกจสัญญาเช่า

 

สำหรับผู้เช่า ประเด็นสำคัญคือเปรียบเทียบต้นทุนรวม ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าเช่าหน้าประกาศ ควรถามเรื่อง service charge ค่าแอร์ ค่าไฟ ที่จอดรถ ค่าแอร์นอกเวลา fit-out period ช่วง rent-free ค่าคืนสภาพ และความยืดหยุ่นของสัญญา

เช็กลิสต์ดูออฟฟิศก่อนเช่า

  • การใช้ประโยชน์ตามกฎหมาย: ยืนยันว่าพื้นที่ใช้สำหรับกิจกรรมธุรกิจและจดทะเบียนบริษัทได้
  • การใช้ที่อยู่: ตรวจว่าเจ้าของอาคารอนุญาตให้ใช้ที่อยู่สำหรับ DBD ภาษี VAT ธนาคาร และใบอนุญาตหรือไม่
  • การเดินทาง: ทดสอบการเดินทางของพนักงานด้วย BTS, MRT, แท็กซี่ รถยนต์ วินมอเตอร์ไซค์ และเส้นทางเดิน
  • ขนาดพื้นที่: คำนวณจำนวนที่นั่งปัจจุบัน ห้องประชุม พื้นที่เก็บของ ห้องโทรศัพท์ pantry และพื้นที่ขยาย
  • อินเทอร์เน็ต: ยืนยันผู้ให้บริการไฟเบอร์ ระยะเวลาติดตั้ง ตัวเลือกสำรอง และความต้องการ server room
  • เครื่องปรับอากาศ: ตรวจเวลาเปิดแอร์ ค่าแอร์นอกเวลา และการเข้าใช้งานวันหยุด
  • ที่จอดรถ: ยืนยันที่จอดฟรี ที่จอดเสียเงิน ที่จอดผู้มาเยือน และ EV charging หากจำเป็น
  • ความปลอดภัย: ตรวจระบบเข้าออก CCTV รีเซปชัน กฎผู้มาเยือน และการเข้าอาคารนอกเวลา
  • กฎอาคาร: ตรวจเรื่องป้าย รีโนเวต การขนส่งของ เสียง เวลาทำธุรกิจ และการคืนสภาพ
  • ความต่อเนื่องทางธุรกิจ: ตรวจระบบระบายน้ำ ไฟสำรอง ความน่าเชื่อถือของลิฟต์ และขั้นตอนฉุกเฉิน

เงื่อนไขสัญญาเช่าออฟฟิศที่ควรตรวจ

สัญญาเช่าออฟฟิศในกรุงเทพแตกต่างกันได้มาก ก่อนเซ็นควรตรวจสัญญาเต็ม ไม่ใช่ดูเฉพาะใบเสนอราคา ประเด็นสำคัญ ได้แก่:

  • ระยะสัญญา: ยืนยันวันเริ่มสัญญา วันส่งมอบ fit-out period และสิทธิต่อสัญญา
  • เงินประกัน: ตรวจเงินประกัน ค่าเช่าล่วงหน้า และเงื่อนไขคืนเงิน
  • ค่าเช่าและ service charge: แยกค่าเช่าพื้นฐาน service charge ค่าแอร์ และ VAT ให้ชัดเจน
  • การจดทะเบียน: สำหรับสัญญาเกินสามปี ควรขอคำแนะนำกฎหมายเรื่องการจดทะเบียนสัญญาเช่า
  • Fit-out: ยืนยันการอนุมัติแบบ กฎผู้รับเหมา เวลาทำงาน ประกัน และการคืนสภาพ
  • การเลิกสัญญาก่อนกำหนด: ตรวจว่ามี break option หรือไม่ และมีค่าปรับอย่างไร
  • การโอนสิทธิและเช่าช่วง: ตรวจว่าสามารถโอนสัญญาหรือแชร์พื้นที่กับบริษัทในเครือได้หรือไม่
  • ความต่อเนื่องทางธุรกิจ: ตรวจการเข้าใช้พื้นที่ในเหตุฉุกเฉิน การซ่อมบำรุงอาคาร และเงื่อนไขย้ายพื้นที่

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง

  • เช่าออฟฟิศก่อนยืนยันกิจกรรมธุรกิจ โครงสร้างผู้ถือหุ้น และใบอนุญาตที่ต้องใช้
  • เลือกที่อยู่หรูแต่ไม่สะดวกต่อพนักงานและลูกค้า
  • เปรียบเทียบเฉพาะค่าเช่าต่อตารางเมตร โดยไม่รวม service charge ที่จอดรถ และค่าตกแต่ง
  • ใช้ virtual office โดยไม่ตรวจว่าใช้กับ VAT วีซ่า ใบอนุญาตทำงาน หรือใบอนุญาตธุรกิจได้หรือไม่
  • เซ็นสัญญายาวก่อนทดสอบขนาดทีม แผนจ้างงาน และกระแสเงินสด
  • ลืมคำนวณค่าคืนสภาพเมื่อสิ้นสุดสัญญา
  • คิดว่า serviced office ทุกแห่งอนุญาตให้จดทะเบียนบริษัทและรับเอกสารราชการ
  • ไม่ตรวจว่าชาวต่างชาติสามารถทำงานในธุรกิจนั้นอย่างถูกกฎหมายก่อนเริ่มดำเนินงานหรือไม่

กระบวนการแนะนำสำหรับธุรกิจใหม่

  1. กำหนดกิจกรรมธุรกิจ โครงสร้างการถือหุ้น และใบอนุญาตที่ต้องใช้
  2. ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายหรือบัญชีเรื่อง DBD, กฎธุรกิจต่างชาติ ภาษี และใบอนุญาตทำงาน
  3. เลือกว่าต้องใช้ออฟฟิศเช่าตรง serviced office coworking space หรือ registered address
  4. คัดเลือกทำเลตามการเดินทางของพนักงาน ลูกค้า งบประมาณ และข้อกำหนดราชการ
  5. ยืนยันว่าที่อยู่สามารถใช้จดทะเบียนบริษัท ภาษี และใบอนุญาตได้
  6. ตรวจสัญญา เงินประกัน service charge ค่าตกแต่ง และภาระเมื่อออกจากพื้นที่
  7. จดทะเบียนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร และตั้งระบบบัญชี VAT และ payroll ตามที่จำเป็น
  8. ย้ายเข้าเมื่อออฟฟิศ เอกสาร และสิทธิประกอบธุรกิจสอดคล้องกับแผนดำเนินงานแล้ว

คำแนะนำสุดท้าย

กรุงเทพมีตัวเลือกออฟฟิศจำนวนมากสำหรับธุรกิจใหม่ ตั้งแต่โต๊ะ coworking ที่ยืดหยุ่นไปจนถึงอาคาร CBD ระดับพรีเมียม ออฟฟิศที่เหมาะขึ้นอยู่กับระยะธุรกิจ ข้อกฎหมาย ขนาดทีม โปรไฟล์ลูกค้า และกระแสเงินสด

 

สำหรับบริษัทระยะเริ่มต้น serviced office หรือพื้นที่ทำงานยืดหยุ่นอาจช่วยลดความเสี่ยงระหว่างจดทะเบียนและทดสอบตลาด ส่วนบริษัทที่อยู่ตัวแล้ว การเช่าออฟฟิศแบบดั้งเดิมอาจให้แบรนด์ ความเป็นส่วนตัว และพื้นที่เติบโตที่ดีกว่า สำหรับธุรกิจที่ต่างชาติถือหุ้น การเลือกออฟฟิศควรวางแผนร่วมกับการจดทะเบียน DBD กฎหมายธุรกิจต่างชาติ วีซ่า และภาษี

กำลังมองหาออฟฟิศให้เช่าในกรุงเทพ?

แจ้ง Hero Realtor เกี่ยวกับทำเลที่ต้องการ ขนาดทีม งบประมาณ ระยะสัญญา ความต้องการ registered address ห้องประชุม ที่จอดรถ และวันที่ต้องการย้ายเข้า ทีมของเราสามารถช่วยคัดเลือกออฟฟิศ serviced office และพื้นที่เชิงพาณิชย์ในกรุงเทพที่เหมาะสมก่อนคุณเซ็นสัญญา

 

ดูออฟฟิศให้เช่าในกรุงเทพ หรือ ติดต่อ Hero Realtor เพื่อรับคำแนะนำด้านการเช่าออฟฟิศแบบเฉพาะบุคคล

ฮีโร่ เรียลเตอร์ ทีมวิจัยและให้คำปรึกษาของ

ทีมวิจัยและให้คำปรึกษาของเรานำเสนอการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับชุมชนที่อยู่อาศัย ย่านธุรกิจ และทำเลการลงทุนในกรุงเทพฯ บทความแต่ละชิ้นพัฒนาขึ้นโดยใช้ข้อมูลตลาดปัจจุบันและความเชี่ยวชาญในพื้นที่ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจด้านอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างมั่นใจ